วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561

S.P.L.(Sha Po Lang) (2005) ทีมล่าเฉียดนรก

S.P.L.(Sha Po Lang) (2005) ทีมล่าเฉียดนรก


ดูหนังออนไลน์ เรื่อง S.P.L.(Sha Po Lang) (2005) ทีมล่าเฉียดนรก


ประเด็นน่ารู้ภาพยนตร์เรื่อง S.P.L.(Sha Po Lang) ทีมล่าเฉียดนรก ที่นำมาให้อ่านกันวันนี้ สรุปย่อเรื่องราว SPL เป็นหนังที่ Donnie Yen ประกาศกร้าวว่าจะเป็นหนังที่ฮ่องก็จะทวงคืนตำแหน่งเจ้าแห่งแอ็กชั่น จากไทย และเป็นเรื่องแจ้งเกิดอู๋จิ้ง ไอ้หนุ่มกังฟูจากแผ่นดินใหญ่ ให้คนไทยได้รู้จักคำว่า SPL ก็คือตัวแทนของตัวละครทั้งหลาย SPL มาจากคำเต็มว่า Sha Po Lang เป็นคำในโหราศาสตร์ ของจีนหมายถึงดวงดาว ที่กำหนดความดีความเลว ที่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของดาวนั้นๆ บทสรวงสวรรค์ (ฟังดูงงๆ ผมเขียนเองยังงงเลยครับ) Sha Po Lang อาจจะหมายถึง ความเบาบางของเส้นแบ่งระหว่างความดี กับเลว การกระทำของตัวะละคร (และรวมถึงเราทุกคน) ไม่ว่าจะในทางดี หรือทางชั่ว ล้วน มาจากสถานการณ์บีบบังคับ สภาพแวดล้อมนำพาไป

หนังเล่าเรื่องที่ไม่ซับซ้อนอะไรนัก สงครามระหว่างตำรวจที่มีตัวละครอย่าง เจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ (หงจินเป่า) หัวหน้าทีมตำรวจหน่วยปราบปรามที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อโค่นฝ่ายตรงกันข้าม (เยิ่นต๊ะหัว) ตำรวจหน้าใหม่ในทีม เถรตรง เลือดร้อน (Donnie Yen) และนักฆ่า (อู๋จิ้ง) เทียบกันหนังสงครามระหว่างตำรวจกับมาเฟียที่ดังที่สุดในรอบ 3 – 4 ปีที่ผ่านมาอย่าง Infernal Affairs แล้ว SPL แตกต่างกันราวฟ้า กับดิน เรื่องแรกนั้นได้ชื่อว่าเป็นหนังที่เน้นการหักเหลี่ยมเฉือนคม แต่ SPL นั้นความขัดแย้งแก้ไขกันได้ด้วยการสาดกำปั้น ระดมหมัดเข้าหากัน


หนังพยายามจะสร้างแง่มุมที่ซับซ้อนด้วยการใส่รายละเอียดเชิงลึก ไปในตัวละครหลายๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวละครของเยิ่นต๊ะหัวที่มีลูกเลี้ยง ซึ่งเป็นลูกสาวของอดีตพยานที่เค้าปกป้องไว้ไม่ได้ แถมยังป่วยเป็นมะเร็งตายได้ทุกเวลา เพราะฉะนั้นการปราบแก็งมาเฟียนี้จึงเป็นภารกิจสุดท้ายในชีวิต ที่ต้องทำให้สำ เร็จโดยแทบจะไม่เลือกวิธีการ ตัวละครของหงจินเป่าดูเหื้อมโหด แต่กลับมีแง่มุมที่อ่อนโยน (และอาจจะอ่อนแอด้วย) มีลูกน้อยเพิ่งคลอด และภรรยาที่ดูเหมือนจะไม่ได้ล่วงรู้งานของสามีเลย


จะว่าไปแล้ว SPL เป็นหนังที่มี ช่องโหว่อยู่ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะในเรื่องความสมเหตุสมผล มาเฟียใหญ่ที่มีลูกน้องเป็นฝูงดันเสี่ยงตาย มาอัดกับตำรวจ แบบไม่มีอะไรจะเสีย การต่อเนื่องระหว่างอารมณ์ดราม่า กับความระทึกในฉากแอ็กชั่นก็ดูเหมือนจะทำได้ไม่เต็มร้อย นอกจากนั้นเหมือนว่าหนังยังไม่สามารถอธิบายประเด็นต่างๆ ในเรื่องได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครต่างๆ รวมถึงรายละเอียดบางด้านของตัวละคร เช่น ภูมิหลังของตัวละครที่แสดงโดย Donnie Yen ที่ถึงแม้จะมีฉาก Flashback ของตัวละครตัวนี้แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก


ถึงแม้จะมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ผู้สร้างอย่าง Wilson Yip และ Donnie Yen ทำเพื่อกลบช่องโหว่ ช่องว่างเหล่านั้นได้จนหมดสิ้นก็คือ


การสร้างฉากแอ็กชั่นระดับยอดขึ้นมา เป็นฉากแอ็กชั่นระดับที่ถึงขั้นน่าตกตะลึง และถึงขั้นโดดเด่นที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เทียบกับหนังกังฟูเก่าๆ SPL ก็มีฉากแอ็กชั่นไม่ได้มากมายนัก ตัวละครไม่ได้ลุกขึ้นมาซัดกันทุกๆ 5 นาที และฉากต่อสู้แต่ละครั้งก็ไม่ได้ยาวเกิน 3 นาทีแบบหนังกังฟูสมัยยุค 70 – 80


สำหรับ SPL มีฉากแอ็กชั่นแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยแค่ 3 ฉากเท่านั้น แต่ละฉากก็ไม่ได้ยาวยืดเหมือนหนังกังฟูในอดีต แต่แค่นี้ก็เพียงพอในการสนองความต้องการของแฟนๆ หนังกังฟู


หลังจากเฉินหลงเริ่มแก่ หลี่เหลียงเจี๋ยก็เริ่มหันไปซึ้งกันรสพระธรรมจนมีข่าวว่าจะเลิกเล่นหนังออก มาเรื่อยๆ ดูเหมือนว่า Donnie Yen น่าจะเป็นดาราแอ็กชั่นที่ร้อนแรงที่สุดในรอบ 2 – 3 ปีที่ผ่านมาของฮ่องกง


นอกจากแสดงแล้ว Donnie Yen ยังทำงานเบื้องหลังมากมาย ทั้งการกำกับคิวบู๊ให้กับหนังจากต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น (Princess Blade) และอเมริกา (Blade 2) แม้กระทั่งการกำกับภาพยนตร์ Donnie Yen ก็ผ่านมาไม่ใช้น้อยหนังเรื่อง Legend of Wolf ของเค้าได้รับการยกย่องว่ามีคิวบู๊ที่สุดยอด ผสมกับเรื่องราวที่ท้าทายคนดูเป็นอย่างยิ่ง เพราะหนังเรื่องนั้นเต็มไปด้วยเนื้อเรื่องที่มึนงง ดูจบยังแทบจับต้นชนปลายไม่ถูกเลย ถึงแม้ Legend of Wolf จะมีคำวิจารณ์ที่ปนแปกันระหว่างดีกับแย่ แต่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า Donnie Yen ไม่ได้สนใจแค่การออกแบบคิวบู๊ แต่ยังให้ความสำคัญกับเนื้อหาของหนังด้วย ในหนังเรื่อง SPL นี้ เค้าได้พิสูจน์ถึงความสามารถอีกครั้ง ทั้งในฐานนะของดารา และคนทำหนังไปพร้อมๆ กันเลย


หงจินเป่ากลับมาเล่นหนังแอ็กชั่นดีๆ อีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปนาน ดูเหมือนว่ากาลเวลาจะไม่ได้ทำให้ ความสามารถในการเล่นฉากบู๊ของหงจินเป่า ลดไปเท่าไหร่ แน่นอนว่าความคล่องตัว ของหนุ่มใหญ่ร่างยักคงจะต้องลดน้อยไปตามวัยที่มากขึ้น แต่ผลงานใน SPL ของหงจินเป่ายังถือว่าน่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เทียบแล้วดาราหนุ่มหน้าใหม่หลายๆ คนยังเทียบไม่ติด นอกจากนั้น บทบาทในเรื่องยังถือเป็นการพิสูจน์ความสามารถในด้านการแสดง บทที่หลากหลายกว่าเดิมในการรับบท ตัวร้ายที่ดูเคร่งครึมจริงจัง ผิดกับสมัยหนุ่มที่หงจินเป่ามักจะ ได้รับบทตลกโปกฮาเป็นประจำ


ถึงแม้ดารากังฟูลายครามทั้งสองคนจะมีผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่คนที่เด่นที่สุดในเรื่องกลับเป็นหนุ่มน้อยอู๋จิง ที่มีโอกาศปรากฏตัวบนจอน้อยที่สุด จากหนัง Tai Chi 2 เมื่อ 10 ปีที่แล้ว อู๋จิงได้ชื่อว่าเป็นดารากังฟูที่จะมาสืบทอดตำแหน่งจากหลี่เหลียงเจี๋ย มาถึงวันนี้เค้าก็ยังไปไม่ได้ไลกอย่างที่ใครหวังสักที อู๋จิงยังคงวนเวียนอยู่กับการแจ้งเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่ากับงานภาพยนตร์ และมีงานหลักคืองานในโทรทัศน์ โดยวนเวียนอยู่กับบทบาทเดิมๆ ทั้งๆ ที่อู๋จิงก็เรียกได้ว่าเล่นฉากแอ็กชั่นได้ดี การแสดงก็ไม่ขี้เหร่ จนกระทั่งการพลิกบทบาทมาเล่นบทร้ายครั้งแรกใน SPL นี่อาจจะเป็น จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในอาชีพของอู๋จิงก็ได้ ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่ โกรกผมสีทอง และเป็นตัวละครไร้จิตใจ เป็นเหมือนเครื่องจักรฆ่าคน ดูเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อกับหน้าตาไสซื่อของอู๋จิง


เมื่อหนังแทน้ำหนังไปให้ดารากังฟูทั้ง แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้กระทั่งเยิ่นต๊ะหัวที่โอกาส ปรากฏตัวอาจจะมากกว่าดาราทั้ง 3 ซะอีก แต่กลับดูไม่เด่นเลย เยิ่นต๊ะหัวเองไม่ใช่ดารากังฟู แต่ถ้าเป็นหนังแอ็กชั่นยิงปืน เค้าก็ได้ดี และเข้ากับหนังประเภทนั้นมากกว่า (คล้ายๆ กับโจวเหวินฟะ) เมื่อมาอยู่ในหนัง แอ็กชั่นเตะต่อยแบบนี้ อย่างมาก็คงเป็นได้แค่กระสอบทรายของพวกผู้ร้าย คนที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่ากลายเป็นหลิวเจียจื่อ ดาราอาวุโสที่สักสองสามปีนี้ กลับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง ใน SPL เค้าก็ทำผลงานได้ดีทั้งๆ ที่บทไม่มีอะไรมาก ส่วนดาราหนุ่ม Ken Chang ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรมากนัก แต่การได้มีส่วนร่วมในฉากต่อสู้ที่ดีที่สุดในเรื่อง ก็ช่วยให้คนจำบทบาทของ เค้าได้เป็นอย่างดี


ที่มา : เว็บดูหนังออนไลน์ , Sanook movie , Kapook movie , Mthai movie , เฉลิมไทย Pantip


คลิกที่นี้เพื่อดูหนัง >> https://www.doonung.biz/s-p-l-sha-po-lang-2005-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%81/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น